โรงเรียนสอนทำขนมสไตล์ฝรั่งเศส,สอนทำขนม ,สอนเบเกอรี ,รับสั่งเบเกอรี Tokyo Sweet Paradise
Patisserie Shop ทั่วโตเกียว


Tokyo Sweet Paradise article

 

 ไปเที่ยวญี่ปุ่นกันไหมคะ?
 ฉันจะพาคุณไปโตเกียวค่ะ จะเรียกว่า สวีททัวร์ก็คงได้ เพราะจะพาคุณไปทัวร์ Patisserie Shop ทั่วโตเกียวเลย ไปแบบกันเอง ง่าย ๆ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่ได้ไปชิมตามไกด์บุ๊ก หรือ เจาะจงแค่ร้านชื่อดัง แต่เราจะเดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็หยุด เจอร้านน่ารักก็จอด ตามสไตล์ของฉัน ผู้ซึ่งไม่ใช่คนโตเกียว ไม่รู้จักใครในโตเกียว แต่ชื่นชอบการไปชิมขนมสวยตามร้านรวงต่าง ๆ ที่นั่น ชอบกลิ่นอายของโตเกียว และอยากแบ่งปันความสุขนี้ไปยังคนรอบข้างเท่านั้น

                    

    
 ทำไมต้องโตเกียวน่ะหรือ...อืมม์..ขอคิดดูหน่อย...ที่จริงฉันชอบขนมฝรั่งเศสนะ แต่ขนมฝรั่งเศสแบบญี่ปุ่นน่ะ มันยอดมาก...
 

Tokyo Sweet Paradise

 ฉันเป็นคนช่างเลือกกินค่ะ  เลือกกินแต่ขนมอร่อย อิ..อิ.. จึงเป็นเหตุที่ทำให้ฉันได้มาทำงานในแวดวงอาหาร ทั้งที่แต่เริ่มเดิมทีไม่เคยอยู่ในความสนใจเลยสักนิด
 แรงบันดาลใจเรื่องการทำขนมของฉัน เริ่มขึ้นเมื่อครั้งที่ฉันเดินทางในเที่ยวปารีส เมื่อหลายปีมาแล้ว   คนฝรั่งเศส ให้ความสำคัญกับอาหารการกินมากพอดู  ร้านอาหารและร้านขนมในปารีสมีเป็นพัน ๆ แห่ง เดินไปตามถนนก็จะเจอร้านกาแฟและขนมอบเรียงรายเต็มไปหมด  แม้แต่เดินเข้าไปตามซอยเล็ก ๆ  ก็จะได้กลิ่นหอมของขนมอบใหม่ ๆ อบอวลไปทั่ว  และเมื่อได้ลิ้มลองก็ติดใจ ขนมของเขาไม่เหมือนที่เคยกินมา  ครัวซองต์กรอบ นุ่ม หอมเนยมากกกก... ขนมเค้กชิ้นเล็ก ๆ ตกแต่งสวยงาม เบอรี่ทาร์ตทั้งหลายอีกล่ะ กินกับกาแฟ อร่อยเลิศ การไปเที่ยวทริปนั้นเลย กลายเป็นทริป ชิมขนมอบไปด้วย

                                                     
 กลับมาแล้ว หาขนมอย่างที่อยากจะกินไม่ได้จึงลงมือทำขนมด้วยตัวเอง กินได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนในที่สุดก็ลงเรียนทำขนมเป็นเรื่องเป็นราว  เมื่อมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ครั้งใด ก็ตะลอนชิมขนมไปทั่ว (อาจจะมากกว่าไปดูอย่างอื่นเสียอีก)   เริ่มจากซื้อหนังสือชวนชิมแล้วก็ตามเขาไปชิม หลังจากชิมตามหนังสือไปหลายเล่ม จึงรู้ว่า ใครจะว่าของใครอร่อยน่ะ ไม่ค่อยเชื่อแล้ว   เรื่องขนมเป็นเรื่องของต่างคนต่างใจ  ถ้าจะหาร้านขนมอร่อยที่ชอบ ต้องไปกินเอง การไปเที่ยวทุกทริปของฉันเลยกลายเป็นการตามล่าหาร้านขนมอร่อย  บางร้านมีขนมอร่อยหลายอย่าง  อาจต้องกลับไปกินรอบสอง รอบสาม  ขนมที่ชอบจะถ่ายรูป   วาดรูปแล้วก็จด ๆ ไว้  หลายคนคงสงสัยว่า ยายกะเหรี่ยงนี่มันทำอะไร กะอีแค่ขนมทำยังกับของประหลาดไม่เคยเห็น  สนุกที่สุดก็ตอนแกะสูตรลองทำนี่แหละ ลุ้นทุกครั้งว่าจะอร่อยเหมือนต้นตำรับไหม.. 

                         
 ในบรรดาขนมอบที่เราเห็นกันนั้น แบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ อย่างแรกจะเป็นขนมอบแนวอเมริกัน ขนมอบแนวนี้จะเนื้อแน่น รสชาติหวานมัน ชิ้นโต ๆ เข้มข้นถึงใจ กินชิ้นเดียวอิ่ม  เปรียบเป็นผู้หญิง ก็คงออกแนวลุย ๆ  ตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่ค่อยมีจริต
 อย่างที่สองคือขนมอบแนวฝรั่งเศส  เห็นปุ๊บรู้ปั๊บเลยคือ หน้าตาและสไตล์การตกแต่ง.. ขนมของฝรั่งเศสมักจะทำขนาดเล็ก ๆ เหมือนเค้กย่อส่วน  กินคนเดียวหมด  เนื้อขนมก็จะเป็นมูสนุ่ม ๆ เบา ๆ  สีสวย ตกแต่งเรียบหรู สวยแบบไฮโซนั่นแหละค่ะ 


 ในบรรดาขนมอบ (Patisserie) ทั้งหลายที่ได้ชิมมา ฉันชอบปาติสเซอรีในแบบของญี่ปุ่น  ชื่นชอบรสชาตินุ่มนวลละมุนละไม ไม่หวานจัด  ขนาดกะทัดรัด กินกับกาแฟสักแก้ว อิ่มกำลังดี  ถูกใจที่สุดคือ รูปลักษณ์สวยสะดุดตา โดดเด่นมาแต่ไกลเลย  คนญี่ปุ่นนี่ช่างสร้างสรรค์ ช่างประดิดประดอยดีจริง
 เรื่องขนมอบในแบบของญี่ปุ่นนี้ ทำแล้วสนุกมาก  มีวิธีทำน่าสนใจและลูกเล่นแพรวพราว  คนญี่ปุ่นจะชื่นชอบขนมแบบฝรั่งเศส  ตั้งชื่อขนมเป็นภาษาฝรั่งเศส  แม้แต่ชื่อร้านก็ตั้งเป็นภาษาฝรั่งเศสเสียมาก  ถึงแม้ว่าจะลอกแบบกับชื่อของฝรั่งเศสมา แต่เขาจะดัดแปลงจากเจ้าของตำรับ เติมนู่นนิด นี่หน่อย อร่อยกว่าเดิมอีก หีบห่อก็สวยเสียไม่มี  จึงอยากให้ลองทำความรู้จัก ลองชมและลองทำชิมดูค่ะ

            บทความในเวปไซต์นี้ นอกจากจะพาคุณไปทัวร์ร้านขนมอร่อยทั่วโตเกียวแล้ว ยังมีสูตรขนมอร่อยนานาชนิด ตั้งแต่ร้านเล็กน่ารัก จนถึงร้านชื่อดังให้ได้ลองทำกันด้วย  ตำราที่ให้มานั้น แม้ไม่ใช่ต้นตำรับจากเจ้าของโดยตรง แต่ก็พยายามให้ใกล้เคียงที่สุด  บางตำราอาจจะไม่ได้ใช้เครื่องปรุงเหมือนดังต้นตำรับเนื่องจากหาซื้อในบ้านเราไม่ได้จึงต้องใช้อย่างอื่นทดแทน รับรองว่าอร่อยไม่แพ้ของเดิมไปกันเลยไหมคะ.....                                                                                                                        

  

โตเกียว...ไปง่าย ไม่มีหลง
 เดินทางจากกรุงเทพ ถึงญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง  ฉันชอบเดินทางกลางคืน ถึงญี่ปุ่นก็เช้าพอดี  มาถึงก็ลงไปที่ชั้นใต้ดิน ต่อรถไฟเจอาร์ สายนาริตะเอกซ์เพรส (Narita Express: N’EX)  เพื่อมุ่งสู่กรุงโตเกียว ง่ายนิดเดียวเองค่ะ  ที่จริงแล้วการเข้าโตเกียว ไปได้หลายทาง  ทั้งลีมูซีนบัส รถไฟธรรมดา(ชนิดที่ไม่มีการจองที่นั่ง) รถด่วน  แต่สำหรับฉันแล้ว N’EX  สะดวกที่สุด  ค่าโดยสารอยู่ในราว 3200 เยน  ตรวจดูตารางเวลาที่สนามบินและซื้อตั๋วได้เลย จะซื้อจากตู้หรือจาก Ticket Office ก็ได้  เที่ยวจากนาริตะเข้าเมือง ส่วนมากที่นั่งจะว่าง แต่ถ้าเป็นเที่ยวกลับจากโตเกียวมายังนาริตะ แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน และสามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้ 30 วัน
 จากสนามบินนาริตะ เข้าโตเกียว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง  ถ้ามาถึงสถานีปลายทาง ในช่วงสาย ๆ จะเหมาะกว่า  เพราะเวลานี้เป็นช่วงที่ผู้คนค่อนข้างบางตา เหมาะแก่การลากกระเป๋าใบโตเดินไปมา   คงไม่สนุกแน่ถ้ามาในช่วงเช้า หรือเย็น  เพราะคุณจะต้องเดินฝ่ากองทัพมนุษย์พร้อมกับลากกระเป๋าใบเบ้อเริ่ม แถมยังไม่รู้ทิศทางอีกด้วยว่าจะออกประตูไหน 

 
 เรื่องประตูทางออกนี้ สำหรับคนที่เคยไปสถานีรถไฟในโตเกียวมาแล้ว คงจะนึกออกว่า มันมีมากมายเหลือเกิน  ทางออกทุกของสถานีจะกำหนดช่องทางออกตามทิศ  เช่น ทางออกทิศเหนือ (North Exit)  ทางออกทิศตะวันออก (East Exit)    ทางออกทิศตะวันตก(West Exit)  ทางออกทิศใต้  (South Exit) แถมบางที่ยังมีทางออก “ทิศใต้ใหม่”   (New South Exit) อีกต่างหาก ซึ่งทางออกแต่ละทางนี้ จะพาคุณออกไปยังถนนสายต่าง ๆ กันค่ะ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะจะมีป้าย(เป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น) บอกไว้คร่าว ๆ ว่าทางออกนั้น ๆ ออกไปแล้วจะมีสถานที่สำคัญอะไรบ้าง     ถ้าบนป้ายไม่ได้บอกไว้ มองหา ‘Information’ เลยค่ะ สถานีใหญ่ ๆ จะมีทุกที่  บุคคลผู้นี้นี่เอง จะช่วยคุณได้
 ลืมบอกไปอีกอย่างหนึ่งว่า ช่องทางออก (Exit) แต่ละช่องนั้น ยังมีช่องทางย่อย ๆ ออกไปอีก เช่น A1- A9 แต่ละ A ก็จะไปโผล่ ณ ที่ต่างกันด้วยนะคะแฮะ..แฮะ.. แต่ไม่ยากค่ะ.. ไม่ยาก..


 สถานีรถไฟที่เป็นสถานีใหญ่ทุกแห่ง  จะมีศูนย์การค้าย่อย ๆ และร้านรวงมากมาย ให้ได้ช้อปกันเพลิน ร้านขนมในนี้ก็เยอะมากเลยละค่ะ บางร้านก็จะเป็นแค่คีออส บางร้านก็จะขายกันเป็นจริงเป็นจัง มีที่นั่งให้เรียบร้อย ร้านขนมในญี่ปุ่นนี้ แม้จะเป็นคีออสเล็ก ๆ แต่ขนมในตู้โชว์นั้น จะวางแบบแน่นเต็มตู้เลยทีเดียว  และตู้โชว์ขนมที่นี่ไม่ใช่เล็ก ๆ หากยาวเท่ากับความยาวหน้าร้านเลย  วางขนมเรียงไว้เต็มตู้   อุแม่เจ้า...ถูกใจคนรักขนมอย่างแรง....เรื่องร้านขนมในสถานีรถไฟมีเรื่องสนุกมากมาย จะเก็บไว้เล่าในคราวหลังนะคะ

        
 

 

 

ตามล่าหาขนมอร่อย

ตามล่าหาขนมอร่อย
ร้านขนมในโตเกียวที่น่ารักน่านั่งมีมากมาย และร้านอร่อยกว่าครึ่งจะอยู่บนชั้นสองหรือชั้นสามของอาคารต่าง ๆ   เมื่อคนโตเกียวเขาจะหาขนมอร่อย  ๆกิน จะใช้วิธีเสิร์ชหาจากอินเตอร์เน็ต หรือไม่ก็ดูตามหนังสือประเภทสวีทไกด์กันค่ะ  หนังสือจำพวกนี้จะมีขายตามร้านหนังสือทั่วไป เป็นเล่มเล็ก ๆ มีชื่อ/ที่อยู่/ของร้าน พร้อมภาพประกอบสวยงามชวนกินเป็นอย่างยิ่ง ฉันเปิดดูหนังสือเหล่านี้แล้วแทบจะแจ้นไปกินเสียทุกที่               

                   
ถ้าไม่อยากซื้อ จะเอาแบบที่แจกฟรีก็มี หยิบได้ตามสถานีรถไฟเขาจะทำช่องเสียบไว้ตามเสาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเล่มจะมีคูปองแลกเครื่องดื่มหรือลดเปอร์เซ็นต์ให้ด้วย 
หนังสือแจกฟรีที่ว่านี้  มีหลากหลายประเภท ที่เห็นเยอะ ๆ ก็จะเป็นหนังสือโฆษณาร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเสริมสวย ทำผม ลดความอ้วน  ขายของต่าง ๆ นานา ที่รับสมัครงานก็มี แต่ละเล่มล้วนแล้วแต่หนา ๆทั้งนั้น  เย็บลวดตรงกลางเข้าเล่มอย่างดี   คนใกล้ตัวที่ฉันหนีบไปด้วยเขาบอกว่าถ้าเป็นเมืองไทยละก้อ มีหวังโดนหยิบไปชั่งกิโลขายเกลี้ยงไม่เหลือหลอ ฮิ..ฮิ..
มาหาขนมอร่อยกินที่โตเกียว ก็ต้องทำอย่างคนโตเกียวนั่นละค่ะ คือเข้าร้านหนังสือหาหนังสือที่เหมาะใจมาก่อน วางแผนคร่าว ๆ ว่าจะไปที่ไหนบ้าง แต่ถ้ามีเวลาเยอะ เดินไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เจอร้านที่น่าสนใจเองละ ร้านอร่อยน่ะสังเกตได้ไม่ยาก มักจะเป็นร้านที่เห็นคนต่อคิวกันยาวเฟื้อย  คนที่นี่เขาเข้าคิวกันเป็นเรื่องปกติ หากเป็นร้านอร่อย เขายอมที่จะต่อคิวรอกันเป็นชั่วโมง
ทุกร้านที่ฉันต่อคิวเข้าไป ไม่เคยผิดหวังเลย อร่อยจริง ๆ  แต่จะว่าไปแล้วร้านไม่มีคิวก็อร่อยเหมือนกันแต่ถ้าที่ไหนคิวยาวนั่นน่ะแปลว่าอร่อยสุดยอด

                                         

ขนมอร่อยมาแล้วค่ะ
อ้อมไปเสียไกล เข้าเรื่องขนมกันเสียที.. ขนมหวานแบบญี่ปุ่นจะมีทั้งแบบดั้งเดิมและขนมหวานแบบฝรั่ง  ขนมหวานแบบดั้งเดิมนั้นคนญี่ปุ่นจะเรียกว่า “วาคาชิ” (Wagashi)  ขนมชนิดนี้ เป็นขนมที่อยู่ในพิธีชงน้ำชา  และมักจะมีไส้ทำจากถั่วแดงบด หรือเกาลัดบด และยังมีไส้ประเภทบดอีกหลากหลาย ทั้งอย่างหวานและอย่างเค็ม   ขนมหวานแบบนี้ รสชาติจะออกไปทางหวานจัดสักหน่อย แต่ลงตัวมากเมื่อกินพร้อมกับชาเขียว  ไอเดียที่น่ารักมากคือขนมตามฤดูกาล  โดยจะนำผลไม้หรือวัตถุดิบที่ออกมาในช่วงฤดูนั้นมาเป็นส่วนผสมหลัก เช่น ซากุระโมจิ จะเป็นโมจิสีชมพู ห่อด้วยใบซากุระ เป็นขนมพิเศษ สำหรับช่วงฤดูใบไม้ผลิ

               
ขนมที่เราคุ้นเคยมากกว่าอย่างอื่นคือ “ไดฟูกุ”  หลายคนคงเคยเห็นที่ร้านยามาซากิ  ทำจากแป้งที่นวดจนเหนียว สอดไส้ จำพวกถั่วแดงบดหวาน ๆ  ไส้ถั่วแดงผสมชาเขียว ไส้ ผสมงาดำ ก็มี หรือบางทีก็เอาถั่วดำเม็ด ๆ นวดเข้าไปกับแป้งก็อร่อยดี

       อีกแบบหนึ่งที่ฉันชอบมาก  เรียกว่า “โยกัง”  คล้าย ๆ เจลลี่ใส่พิมพ์ เคาะออกมาเป็นก้อน ทำจากสาหร่ายคันเตน มีอย่างใส ใส่ไส้แบบต่าง ๆ และอย่างขุ่นเพราะเอาคันเตนไปผสมกับถั่วบด หรือเกาลัด  ขนมนี้ฉันได้ซื้อกินครั้งแรกจากชั้นใต้ดิน ห้าง “โทบุ” ที่อิเคบุกุโระ  มันอร่อยมาก ๆ ๆ ๆ แต่ด้วยความไม่รู้ว่าขนมแบบนี้น่ะ แต่ละยี่ห้อ มันอร่อยไม่เหมือนกัน ก็เลยไม่จำว่าซื้อจากร้านอะไร...

   
ที่ไหนได้ คราวหลังไปซื้อเจ้าอื่น  ไม่อร่อยเหมือนที่เคยกินสักนิด  จนทุกวันนี้ยังหาไม่เจอเลย ฮือ...ฮือ...
ขนมหวานแบบดั้งเดิม เดี๋ยวนี้ มีเสิร์ฟในร้านกาแฟสมัยใหม่บางร้านเหมือนกัน รสชาติของขนมก็ปรับให้มีความหวานน้อยลงกว่าเดิม  แต่ยังไงฉันก็ว่า กินพร้อมกับชาเขียวเข้าท่ากว่าแฮะ

                                              
 วาคาชิ มีขายที่ชั้นใต้ดินตามห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั่วไป ตู้โชว์ขนมประเภทนี้ น่าเดินดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะขนมทำออกมาสวยตระการตา เหมือนงานศิลปะชั้นดี  หีบห่อหรูหราอลังการ   สำหรับราคานั้นก็แพงเอาเรื่องเลยละ 

         ส่วนขนมแบบฝรั่งจำพวกปาติสเซอรีและเบเกอรีในญี่ปุ่นนั้น ส่วนใหญ่เอาแบบอย่างมาจากขนมของฝรั่งเศส  คือทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ  ดีไซน์จุ๋มจิ๋ม  แต่นำมาดัดแปลง พัฒนา ปรับปรุงรสชาติไม่ให้หวานจัด  เพิ่มโน่นนิดนี่หน่อย  จนเป็นรสชาติสไตล์ญี่ปุ่น อร่อยแซงหน้าฝรั่งเลยละค่ะ  ขนมเกือบทุกอย่างของเค้า จะเนื้อเนียน ๆ กรุ่นกลิ่นนมเนย แบบไม่เลี่ยน บ้านเขานิยมตกแต่งหน้าด้วยผลไม้สดทาเจลลี่ เงาวับ และวางผักชีใบแบนลงไปประดับให้สีตัดกันฉึบฉับ แปลกดีไหมคะ.... ตอนนี้การวางผักชีประดับบนหน้าขนมเนี่ยกำลังอินเทรนด์เลย ร้านเก๋ ๆ เขาใช้แบบนี้กันทั้งนั้น ไม่รู้ใครเป็นต้นคิด น่ารักดีจัง

                                      
นอกจากนี้ ขนมของเขายังมีเสน่ห์ตรงที่   เอาวัตถุดิบตามฤดูกาลมาใช้เพื่อให้เมนูขนมหมุนเวียนไปเรื่อย  ไม่ซ้ำ และสร้างความรู้สึก “สดใหม่”  ให้กับผู้บริโภค  เช่น ฤดูร้อน มีเชอรีพันธุ์พื้นเมืองของญี่ปุ่นออกมา ก็จะมีขนมที่ทำจากเชอรีออกมาขาย  เป็นขนมที่มีขายเฉพาะช่วงเวลานั้น   ในตู้โชว์ขนมก็จะติดป้ายให้สะดุดตา  ประมาณว่า  “ เฉพาะเดือนนี้ (หรืออาทิตย์นี้)   มีจำกัดวันละ ........ชิ้น เท่านั้น” 
            ไอเดียเด็ด ๆ แบบนี้ละค่ะ ทำให้ รู้สึกตื่นเต้น รอคอยเวลาเพื่อจะได้กินของอร่อย    ลูกค้าจึงต้องคอยแวะเวียนมาดูว่ามีขนมอะไรมาใหม่บ้าง บางทีผ่านไปเมื่อวาน มาวันนี้ อ้าว...มีแบบใหม่มาอีกแล้ว อย่างเก่ายังไม่ทันได้ชิมเลย  เท่าที่สังเกตดู จะมีเมนูมาใหม่ ทุกสองสัปดาห์ 
            ช่วงเวลาที่ฉันไป เป็นหน้ามะม่วง  ก็จะมีขนมที่เอามะม่วงมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ มองไปทางไหนก็มีแต่มะม่วงและมะม่วง... มะม่วงที่ญี่ปุ่น เนื้อจะคล้ายกับน้ำดอกไม้ แต่จืดกว่า  รองจากมะม่วงก็เป็นเมลอน กับแตงโม เพราะซัมเมอร์พอดี เชื่อไหมว่า แตงโมน่ะ นำมาทำมูสได้สีสวยและอร่อยมาก  ทาร์ตที่ฝานกล้วยหอมโปะลงไปตกแต่งหน้าก็อร่อย แต่กล้วยของเขาจืด ๆ ไม่ค่อยอร่อย  กล้วยหอมไทยของเรากลิ่นและรสจัดกว่า อร่อยกว่าเยอะเลย

          
 คนญี่ปุ่นชอบกินอะไรที่ “นุ่ม ๆ นิ่ม ๆ”  เค้กของเขาจะสอดไส้ด้วยมูสนุ่ม    แต่งเป็นรสต่าง ๆ สลับกับเนื้อเค้กนิ่ม ๆ แต่งหน้าด้วยผลไม้สด สีสวยน่ากิน รสชาติก็ไม่หวานจัด มันจัด  แต่ถ้าเป็นเค้กชอกโกแลต
ละก้อ.... จะฉ่ำชอกโกแลตแบบเข้มข้นถึงใจอย่างสุดซึ้ง ได้ใจคนรักชอกโกแลตไปเต็ม ๆ 
             ขนาดของเค้กก็จะทำสไตล์ฝรั่งเศส  คือทำชิ้นเล็ก  ดีไซน์เป็นรูปทรงต่าง ๆ  สาม-สี่-ห้า-หกเหลี่ยม  ทรงเว้าหน้าเว้าหลัง ก็มี  ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยชอกโกแลต หรือผลไม้หลากสีสัน   หากเป็นเค้กหรือมูสขนาดใหญ่ มาตรฐานคือ  6 นิ้ว  (ยกเว้นสั่งพิเศษเช่นเค้กวันเกิด) 

                                                       

       
           เค้กเหล่านี้ ถ้าซื้อกลับบ้าน  และใช้เวลาเดินทางเกินกว่าครึ่งชั่วโมง คนขายจะแนบซองเจลแช่แข็งเย็นเจี๊ยบ ใส่ลงกล่องไปด้วย รับรองว่า ไม่เละเทะก่อนถึงบ้านเป็นแน่ ดูแลกันถึงขนาดนี้น่ารักไหมล่ะ
           เล่าให้ฟังพอให้เห็นภาพ ตอนหน้าจะพาไปชมร้านขนมอร่อย น่ารับประทานพร้อมตำราให้คุณลงมือทำเอง จะได้ชิมขนมอร่อยๆด้วยกันค่ะ

 

 

 

 

หน้า 1/1
1
[Go to top]